Close

gambling

การพนันเป็นปัญหาสำคัญที่หลายประเทศให้ความสนใจ  เนื่องจากการพนันก่อให้เกิดผลกระทบหลายด้าน ทั้งในระดับปัจเจกบุคคล ระดับครอบครัว และระดับสังคม   เด็กกับการติดพนันเริ่มเป็นปัญหาที่พบมากขึ้นกว่าที่เราเคยทราบ  เพราะความตื่นเต้นในการเล่นเสี่ยงเพื่อเงินเพียงไม่กี่บาทสำหรับเด็กๆ แล้ว ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาที่แพร่หลายอยู่ในสังคม

ผลการศึกษาปัญหาการพนันในเด็กและเยาวชนในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ (ดร.ธีรารัตน์ พันทวี วงศ์ธนะเอนก, “จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายกองทุนสลากเพื่อส่งเสริมและป้องกันเด็กและเยาวชนจากการพนัน“, 2556) พบว่า เด็กและเยาวชนในปัจจุบันเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการพนันและการมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์อื่นๆ เช่น การติดยาเสพติด การสูบบุหรี่ การมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน และการใช้ความรุนแรง เป็นต้น  ผลการศึกษาพบว่าผู้ที่มีปัญหาการพนันอย่างรุนแรง (Pathological Gamblers) ส่วนใหญ่เริ่มเล่นการพนันตั้งแต่อายุยังน้อย และเด็กและเยาวชนสามารถเข้าถึงการพนันที่ถูกกฎหมายได้ในเกือบทุกรูปแบบทั้งที่มีข้อห้ามหรือข้อจำกัดตามกฎหมาย  ทั้งยังพบว่าเด็กและเยาวชนที่มีปัญหาการพนันมีอัตราสูงถึง 3-8%   ซึ่งสูงกว่าผู้ใหญ่ที่มีปัญหาการพนันถึง 2-4 เท่า แต่มีอัตราการขอเข้ารับการช่วยเหลือปัญหาการพนันน้อยกว่าในผู้ใหญ่   นอกจากนั้นยังพบด้วยว่า  มีผู้ปกครองเพียงร้อยละ 5 ที่พยายามที่จะหยุดบุตรหลานของตัวเองจากพฤติกรรมการพนัน ในขณะที่ผู้ปกครองเกือบทั้งหมดจะป้องกันบุตรหลานของตัวเองจากการเสพยาเสพติด และมากกว่าร้อยละ 60 จะมีการกำหนดกฎเกณฑ์ในเรื่องของการดื่มสุรา

ปัจจุบันในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการพนันในเด็กและเยาวชนในต่างประเทศได้มีการดำเนินการในลักษณะศูนย์การเรียนรู้ที่ทำหน้าที่จัดหา และเผยแพร่ข้อมูลให้แก่ภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปรณรงค์ และปลูกฝังทัศนคติที่ถูกต้องต่อการพนันในสังคม  ทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้ และ

ให้การศึกษาแก่เด็กและเยาวชนเกี่ยวกับการพนัน และผลกระทบที่เกิดจากปัญหาการติดพนันทั้งในระบบโรงเรียน และในชุมชน    ตลอดจนเป็นศูนย์กลางของข้อมูลเพื่อพัฒนาแนวทางการป้องกันปัญหาการพนันในเด็กและเยาวชนในระดับนโยบาย

ดังจะเห็นได้จากในปลายปี 2008  รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้จัดตั้งคณะกรรมการแผนกลยุทธ์การเล่นพนันอย่างรับผิดชอบ (Responsible Gambling Strategy Board) หรือ RGSB โดยให้มีหน้าที่ 1) พัฒนาแนวทางการทำงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Framework) และจัดลำดับความสำคัญในการจัดสรรทุนสนับสนุนในงานที่เกี่ยวกับงานวิจัยการพนัน การให้การศึกษา และการบำบัดเยียวยาปัญหาการพนัน ในอังกฤษ สกอตแลนด์ และ เวลส์   2) ให้คำแนะนำในเรื่องทุนสนับสนุนที่จำเป็นในการดำเนินการตามแผน

และ  3) ให้คำแนะนำสำนักงานการพนันในเรื่องกลยุทธ์การเล่นพนันอย่างรับผิดชอบในระดับชาติ

ในปี 2012  มูลนิธิ GREaT  (The GREaT Foundation)  ซึ่งเป็นหน่วยงานระดมทุน (Fundraising Body)  นำโดยภาคอุตสาหกรรมการพนันในสหราชอาณาจักร และกองทุนการเล่นพนันอย่างรับผิดชอบ (Responsible Gambling Fund) หรือ RGF  ได้รวมตัวกันเพื่อจัดตั้งเป็นองค์กรอิสระใหม่ (Independent Charity) ชื่อ  Responsible Gambling Trust (RGT)  เพื่อระดมเงินทุนสนับสนุนจากอุตสาหกรรมการพนัน  ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้อุตสาหกรรมการพนันจัดสรรทุนเพื่อสนับสนุนการบำบัดเยียวยาผู้มีปัญหาการพนัน และสนับสนุนงานวิจัย การให้การศึกษา และการป้องกันปัญหาการพนัน  รวมถึงกระบวนการจัดสรรเงินทุนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  โดย RGSB ยังเป็นผู้กำหนดกลยุทธ์ และทำงานร่วมกับ RGT เพื่อให้มั่นใจว่าแผนกลยุทธ์ได้ถูกนำไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดทำแผนกลยุทธ์ฯ ดังกล่าว เป็นแผนดำเนินงานในระยะเวลา 3 ปี  (http://www.responsiblegamblingtrust.org.uk/PDFs/rgsb%20strategy%202012.pdf)

GamCare  เป็นองค์กรระดับชาติ ซึ่งได้รับการจัดสรรเงินสนับสนุนมากที่สุดจาก RGT มีบทบาทในการให้บริการการแก้ไขปัญหาการพนัน ให้การศึกษา และฝึกอบรม ซึ่งได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลามากกว่า 15 ปี โดยการให้คำแนะนำ และช่วยเหลือผู้ติดการพนัน ครอบครัวและผู้ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการพนัน   รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาการพนันให้แก่สาธารณะ   โดยในปีงบประมาณ 2011-2012   GamCare ได้รับทุนสนับสนุนจาก RGT เป็นเงิน 2.6 ล้านปอนด์   คิดเป็นร้อยละ 90 ของทุนดำเนินงานของ Gamcare ทั้งหมด (http://www.gamcare.org.uk)

ในประเทศนิวซีแลนด์   มีมูลนิธิเพื่อป้องกันปัญหาการพนันแห่งนิวซีแลนด์ (Problem Gambling Foundation of New Zealand) หรือ PGFNZ  เป็นองค์กรไม่หวังผลกำไร  ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนในการดำเนินการส่วนใหญ่จากกระทรวงสาธารณสุขที่เรียกเก็บภาษีการพนันจากผู้ประกอบการ  ได้ร่วมมือกับศูนย์ศึกษาการพนัน  (Centre for Gambling Studies)  จัดทำนโยบายระดับชาติเพื่อศึกษาการแก้ไขปัญหาการพนันในเยาวชน  ในหัวข้อเรื่อง  “Supporting the Wellbeing of Young People in Relation to Gambling in New Zealand”   โดยได้พัฒนาโครงการหลายโครงการ  เช่น  ชุดการเรียนรู้  “When is it Not a Game?”  เพื่อให้ใช้เป็นหลักสูตรการเรียนการสอนเรื่องปัญหาการพนันในโรงเรียน  และโครงการการให้ข้อมูลข่าวสารและการให้คำปรึกษา (Information and Counseling Responses)  และให้บริการนำร่องสาธารณสุข (trial service)  ช่วยเหลือเยาวชนที่มีปัญหาการพนัน    PGFNZ มีการให้บริการให้คำปรึกษาแก่เยาวชนผ่านทางการส่งข้อความ (Text  Counseling) ซึ่งเป็นช่องทางใหม่เป็นที่นิยมในการสื่อสารกับกลุ่มเด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 13-18 ปี   ในปี ค.ศ. 2007 บริการ  Youthline  ได้ให้บริการการส่งข้อความโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย  และมีการให้บริการ In Ya Face Youth Gambling Helpline และบริการ Problem Gambling Helpline Text Service สำหรับผู้ประสบปัญหาการพนัน ซึ่งมีการโฆษณาผ่านป้ายบิลบอร์ดทั่วประเทศ (www.pgfnz.co.nz/youth.htm)

นอกจากนี้  ในประเทศสก็อตแลนด์  ในปี 2016  มูลนิธิฟาสต์ฟอร์เวิร์ด  (Fast Forward  Anti-Addiction Charity)  ซึ่งเป็นมูลนิธิต่อต้านการเสพติด ได้เริ่มดำเนินการอบรมครูทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่เล่นและติดพนันขั้นรุนแรงในเว็บไซต์พนันที่มีอยู่อย่างมากมาย    มูลนิธิฯ มองปัญหาการติดพนันเป็นปัญหาสุขภาพที่มีแนวโน้มน่าเป็นห่วงมากขึ้น มีความเกี่ยวข้องกับการขาดโอกาสทางสังคม

ในการอบรมครั้งนี้จะเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับครูในการสอนเด็กนักเรียนที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปให้เข้าใจกลไกการทำงานของการพนัน (How Gambling Works) และรวมถึงการสอนให้เด็กนักเรียนเข้าใจว่าความบังเอิญ (Chance) และกฎของค่าเฉลี่ย (Law of Averages) มีผลต่อโอกาสในการชนะพนัน (Odds of Winning) ของพวกเขาอย่างไร   นอกจากนั้น  ในการอบรมยังจะอธิบายถึงความเชื่อที่ผิดๆ (Misconceptions) ที่ผู้คนโดยทั่วไปมีต่อการพนัน  และอธิบายว่าการติดพนันเป็นอย่างไร    ผลกระทบของการติดพนัน  และความเกี่ยวข้องของการติดพนันกับพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ  การอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้จะพูดถึงอิทธิพลของการโฆษณาที่มีต่อการพนัน  และแนะนำให้เด็กนักเรียนรับรู้ถึงเครือข่ายให้ความช่วยเหลือที่มีอยู่  ในกรณีที่พวกเขามีปัญหาการติดพนัน     โดยการอบรมครั้งนี้จะหลีกเลี่ยงแนวทาง “Just Say No”  ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาการเสพติดชนิดอื่นๆ   โดยการอบรมครั้งนี้จะช่วยให้นักเรียนสามารถตัดสินใจเพื่อปกป้องตัวเองได้อย่างมีข้อมูลรอบด้านและมีเหตุผล ส่วนนายกสมาคมครูระดับชั้นมัธยมศึกษาแห่งสก็อตแลนด์ (President of the Scottish Secondary Teachers’ Association) กล่าวยอมรับว่าการเสพติดพนันเป็นปัญหาที่วัยรุ่นจำนวนมากเผชิญอยู่   และ  “ไม่มีข้อสงสัยใดๆ เลย ที่เกมพนันออนไลน์บางชนิดได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ผู้เล่นติดพนันอย่างรุนแรง” (http://www.deadlinenews.co.uk/2016/04/11/1079982)

ในด้านการป้องกันปัญหาการพนันในเด็กและเยาวชนด้วยชุดการเรียนรู้ฯ นั้น ในระดับสากลถือเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพ และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง   โดยจากการศึกษาโครงการให้การศึกษาเชิงป้องกันที่มีเป้าหมายในการป้องกันเด็กจากการพนันในประเทศต่างๆ พบว่า  (ธีรารัตน์, 2556) การให้การศึกษาแต่เนิ่นๆ (Early Intervention) ด้วยเนื้อหาที่เหมาะสม และกระทำในช่วงเวลาที่เหมาะสมกับเด็ก มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนตกเป็นเหยื่อของการพนัน   โรงเรียนจึงมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันเด็กและเยาวชนจากการพนัน   นอกเหนือจากครอบครัว   ชุมชน และนโยบายจากภาครัฐ ที่จะต้องทำงานในลักษณะร่วมมือกัน (Partnership Approach)   เพื่อให้สังคมโดยภาพรวมเล็งเห็นถึงอันตรายจากการพนันในกลุ่มเด็กและเยาวชน   อันจะนำไปสู่การป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการพนัน   และลดผลกระทบจากปัญหาการพนันให้เหลือน้อยที่สุด    ประเทศเหล่านี้มีการพัฒนาให้โรงเรียนมีบทบาทเป็นสถานที่ในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาการพนัน ด้วยการบรรจุปัญหาการพนันเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาตอนปลายเป็นต้นไป   โดยมีการบูรณาการเข้ากับหลักสูตรการศึกษาที่มีอยู่  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิชาคณิตศาสตร์  สังคมศึกษา  สุขศึกษา และเศรษฐศาสตร์  ซึ่งชุดการเรียนรู้เพื่อป้องกันปัญหาการพนันสำหรับนักเรียนในโรงเรียน (School-based Gambling Prevention Programs) เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาการพนันในเด็กและเยาวชน    โดยโรงเรียนจะมีส่วนในการให้ข้อมูล แนวทาง และทักษะแก่เด็กและเยาวชน เพื่อให้พวกเขามีความพร้อมที่จะตัดสินใจได้อย่างปลอดภัย  ท่ามกลางบริบทของปัญหาการพนันในสังคมที่มีปัจจัยหลากหลาย   (ดร.ธีรารัตน์ พันทวี วงศ์ธนะเอนก, “การสร้างชุดการเรียนรู้ต้นแบบเกี่ยวกับการพนันสำหรับเด็กในวัยเรียน”, 2559)

ในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 2009     Council on Compulsive Gambling of Pennsylvania (CCGP) ในรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา ได้เลือกวิจัยปัญหาการพนันในนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา จนถึงนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย    วิธีวิจัย  ประกอบเป็น  4 ช่วง  ช่วงที่ 1 เป็นการอธิบายถึงภาพรวมของโครงการ Smart Choices   ซึ่งในช่วงนี้นักเรียนต้องตอบแบบสอบถามก่อนการอบรม  ช่วงที่ 2 และ 3 ปกติแล้วจะอยู่ในสัปดาห์ที่ 2 และ 3 จะมีการนำเสนอการป้องกันและสร้างความตระหนักรู้เรื่องปัญหาการพนันในเอกสารที่จัดให้ไว้ และช่วงที่ 4 ปกติจะอยู่ในสัปดาห์ที่ 4 จะมีการตอบแบบสอบถามภายหลังการอบรม  การอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้จัดทำให้แก่โรงเรียน 3 แห่ง โดยมีนักเรียนระดับประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 ถึงระดับมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 จำนวน 109 คน เข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการ มีการแบ่งนักเรียนเป็น 5 กลุ่ม   การประเมินผลกำหนดให้เด็กนักเรียนต้องให้ข้อมูลทางด้านประชากรศาสตร์ (ระดับการศึกษา อายุ เพศ) พฤติกรรมการเล่นพนันในอดีต การรับรู้เกี่ยวกับทักษะการพนันในประเภทต่างๆ และกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับการพนัน  ความรู้เกี่ยวกับความเป็นอิสระของเหตุการณ์ (Knowledge of Independence of Events) คำจำกัดความเกี่ยวกับการพนัน วิธีการหลีกเลี่ยงการเป็นผู้ติดการพนัน เรื่องที่เกี่ยวกับการเล่นพนันอย่างรับผิดชอบ และการรับรู้และทัศนคติที่เกี่ยวกับผู้ติดการพนัน    ผลการวิจัยพบว่า ร้อยละ 65 ของเด็กนักเรียนกลุ่มนี้ (ร้อยละ 81 ของเด็กผู้ชาย และ ร้อยละ 57 ของเด็กผู้หญิง) ตอบว่าได้เล่นการพนันเพื่อเงิน ซึ่งส่วนใหญ่ของเด็กนักเรียนที่ตอบว่าเล่นพนัน มีการเล่นเป็นครั้งคราว พฤติกรรมการพนันของเด็กนักเรียนก่อนและหลังการอบรม ชี้ว่าเด็กนักเรียนเล่นการพนันน้อยลงภายหลังผ่านการอบรมในระยะสั้นๆ (http://www.samhsa.gov/data/evidence-based-programs-nrepp)

มูลนิธิป้องกันการเสพติดแห่งมานิโทบา (Addictions Foundation of Manitoba) หรือ AFM   เป็นองค์กรที่ให้บริการความช่วยเหลือปัญหาด้านแอลกอฮอล์  สารเสพติด และปัญหาการติดพนันแก่ชาวเมืองมานิโทบา ในประเทศแคนาดา   AFM ได้พัฒนาชุดการเรียนรู้สร้างความตระหนักรู้ด้านการพนัน  It’s Your Lucky Day ซึ่งเป็นหนึ่งในชุดการเรียนรู้ด้านการพนันหลายชุดสำหรับใช้สอนในสถานศึกษาและดำเนินการสอนโดยทีมงานของ  AFM เอง   AFM ได้มีการทำการประเมินชุดการเรียนรู้  It’s Your Lucky Day  โดยทำการอบรมนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 2 ในเมืองมานิโทบา จำนวน 894 คน (Lemaire et al. 2004)  ผลการสำรวจหนึ่งเดือนหลังจากได้รับการอบรม แสดงให้เห็นว่านักเรียนที่ผ่านการอบรมมีความรู้เกี่ยวกับการพนันและปัญหาการติดพนันดีขึ้นและมีความเข้าใจเกี่ยวกับความเชื่อที่ผิดๆ เกี่ยวกับการพนันดีขึ้นเมื่อเทียบกับกับกลุ่มนักเรียนในกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้ผ่านการอบรม  (http://afm.mb.ca)

ในประเทศออสเตรเลีย   รัฐบาลท้องถิ่นของออสเตรเลียใต้เป็นผู้จัดสรรงบประมาณให้กับกระทรวงศึกษาธิการและการให้บริการเด็ก (The Department of Education and Children Services, DECS) เป็นระยะเวลา 4 ปี  สำหรับใช้ในการพัฒนาแนวทางการให้การศึกษาด้านการพนันในสถานศึกษาในออสเตรเลียใต้ ชื่อโครงการ Dicey Dealings   ซึ่งเป็นแนวทางการให้การศึกษาด้านการพนันที่นำโรงเรียน ผู้ปกครอง องค์กรชุมชน และผู้ประกอบการการพนันเข้ามาทำงานร่วมกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อสอนให้นักเรียนได้รู้ถึงภัยอันตรายจากการพนันและปัจจัยที่ส่งผลต่อการติดพนันผ่านประสบการณ์จากการจำลองสถานการณ์ในรูปแบบต่างๆ  โดยใช้ชุดการเรียนรู้หลากหลายในการดำเนินการสอน ไม่ว่าจะเป็น ชุดการเรียนรู้ Don’t Bet on It! ที่พัฒนาขึ้นมาเอง สำหรับนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 และชุดการเรียนรู้ Gambling: Reducing the Risks จากประเทศแคนาดา สำหรับเด็กนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ มัธยมศึกษาปีที่ 1-3  โดยทำการปรับแต่งเนื้อหาให้สะท้อนต่อปัญหาท้องถิ่นในออสเตรเลียและบูรณาการเชื่อมโยงเข้ากับหลักสูตรการศึกษาของออสเตรเลียใต้  (South Australian Curriculum, Standards and Accountability (SACSA) Framework)  และดำเนินการสอนโดยครูของโรงเรียนนั้นๆ (www.decd.sa.gov.au/curric/files/links/decs_dd_appendix_2.pdf)

ในรัฐวิคทอเรีย  มีมูลนิธิเพื่อการเล่นพนันอย่างรับผิดชอบแห่งวิคทอเรีย (Victorian Responsible Gambling Foundation) เป็นหน่วยงานอิสระด้านการพนันหน่วยงานแรกในออสเตรเลีย   (http://www.responsiblegambling.vic.gov.au/about-us/who-we-are)   มูลนิธิฯ ได้ออกแบบและพัฒนาโครงการการศึกษาสำหรับสถานศึกษา ที่ชื่อว่า ‘Gambling’s not a game’ เพื่อให้การศึกษาแก่ชุมชนโรงเรียน (School community) และยกระดับความตระหนักรู้เกี่ยวกับประเด็นด้านการพนันแก่เด็กและเยาวชน    มูลนิธิฯ ยังได้มีการพัฒนาสื่อการเรียนและหลักสูตรการเรียนซึ่งรวมถึงแผนการเรียนเกี่ยวกับการโฆษณาพนันทายผลกีฬา (Sport Betting Advertising Lesson)  เพื่อช่วยครูผู้สอนในการบูรณาการหลักสูตรการศึกษาด้านการพนันเข้ากับหลักสูตรของโรงเรียนเพื่อใช้สอนในชั้นเรียน   ชุดการเรียนรู้นี้ได้รับการออกแบบสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาเป็นหลัก และมีเนื้อหาบางส่วนที่ออกแบบเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเล่นพนันของเด็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์ (http://kidbet.com.au/schools/)    โครงการนี้เป็นการต่อยอดจากโครงการนำร่องที่ประสบความสำเร็จ ที่ได้ดำเนินการในโรงเรียน 16 แห่งในช่วงเดือนตุลาคม 2013 และ มีนาคม 2014 และเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการทำให้เด็กและเยาวชนเข้ามีส่วนร่วมของมูลนิธิฯ   ชุดการเรียนรู้ฯ ดังกล่าวจะถามนักเรียนให้พิจารณาว่าอะไรคือคำจำกัดความของกีฬา  กีฬามีความหมายต่อพวกเขาอย่างไร  และบทบาทของกีฬาในสังคมเป็นอย่างไร    โดยนักเรียนจะต้องพูดถึงรูปแบบของการพนันในบริบทแบบดั้งเดิม (Traditional forms of gambling as a context) เพื่อพิจารณาว่าเทคโนโลยีได้เปลี่ยนวิธีที่คนเล่นพนันทายผลกีฬาอย่างไร   ชุดการเรียนรู้นี้ยังตั้งเป้าที่จะพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับนักเรียนในการตั้งคำถาม  วิเคราะห์ และถอดโครงสร้างการโฆษณาพนันทายผลกีฬาที่เกิดขึ้นในชุมขนที่ใช้การโฆษณาในโทรทัศน์ที่สื่อว่าการพนันทายผลกีฬาเป็นเรื่องปรกติหรือเป็น

ในปี 2003   PGFNZ ของประเทศนิวซีแลนด์ ได้พัฒนาชุดการเรียนรู้ “When is it Not a Game?”  เพื่อให้ใช้เป็นหลักสูตรการเรียนการสอนเรื่องปัญหาการพนันในโรงเรียนสำหรับนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษา  กลุ่มองค์กรเยาวชนต่างๆ และองค์กรการศึกษาทางเลือก ใน 4 พื้นที่ของนิวซีแลนด์    สื่อการเรียนการสอนประกอบด้วย คู่มือการสอนของครูและวีดิโอที่พูดถึงประเด็นด้านการพนันที่ควรนำมาบูรณาการเข้ากับหลักสูตรการศึกษาของนิวซีแลนด์  ชุดการเรียนรู้นี้มีเป้าหมายในการยกระดับความตระหนักรู้ด้านการพนันและมีความเป็นอินเทอร์แอ๊คทีฟสูง    จุดมุ่งหมายคือต้องการให้นักเรียนได้เรียนรู้ว่าการเล่นพนันสามารถกลายเป็นปัญหาได้อย่างไร

ดร.ธีรารัตน์ พันทวี วงศ์ธนะเอนก (2559)   ยังได้ทำการศึกษาโครงการและชุดการเรียนรู้การให้การศึกษาเชิงป้องกันปัญหาการพนันสำหรับเด็กในวัยเรียนในโรงเรียน ในประเทศแคนาดา   ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ แยกตามระดับชั้นการศึกษา ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาตอนปลายจนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย   เพื่อศึกษาเนื้อหาและรูปแบบชุดการเรียนรู้ฯ ที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย   ผลงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าโครงการการป้องกันปัญหาการพนัน จะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อ

  • เป็นโครงการที่เป็น strength-based มีเนื้อหาครอบคลุม และมีระยะเวลาสอนที่เพียงพอ

  • ทำการสอนในช่วงเวลาที่เหมาะสมกับนักเรียนและจัดการกับปัญหาที่สำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิตของนักเรียนในแต่ละวัย

  • ได้รับการออกแบบมาเพื่อสอนและให้โอกาสนักเรียนในการฝึกทักษะชีวิต เช่น ทักษะการตัดสินใจ ทักษะการแก้ไขปัญหา อย่างมีประสิทธิผล

  • ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้นักเรียนสามารถวิเคราะห์อิทธิพลของสังคม เช่น แรงกดดันจากเพื่อน บุคคลตัวอย่าง (Role Models) และการโฆษณา เป็นต้น

 

นอกจากนี้  นักเรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายควรมีโอกาสในการเรียนรู้ในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • ความน่าจะเป็นของการชนะพนัน

  • ความเข้าใจที่ผิดๆ ที่เกี่ยวกับการพนัน

  • ภัยอันตรายจากการพนันและปัจจัยที่ส่งผลต่อการติดพนัน

  • สัญญาณการติดพนัน

  • ทักษะที่จำเป็นในการตัดสินใจและแก้ไขปัญหาอย่างมีเหตุมีผลและรอบด้าน

  • ประสบการณ์ของผู้ติดพนัน

  • ผลกระทบด้านลบทั้งทางด้านสังคมและเศรษฐกิจจากการติดพนัน

  • การวิเคราะห์กลยุทธ์การโฆษณาและการตลาดที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์การพนัน

  • บริการความช่วยเหลือที่มีให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการพนัน

  • การมีส่วนร่วมในการพัฒนาแนวทางของโรงเรียนในการบริหารจัดการเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการพนัน

  • การออกแบบและมีส่วนร่วมในการริเริ่มโครงการป้องกันภัยอันตรายจากการพนัน

ใน “ชุดการเรียนรู้” ดังกล่าว  ได้มีการกำหนดเนื้อหาที่ควรเรียนรู้ จากง่ายไปหายาก ตามลำดับของช่วงวัยของนักเรียน  โดยเริ่มต้นจากนักเรียนในระดับประถมศึกษาตอนปลาย ที่จะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการพนัน  ความน่าจะเป็นและโอกาสในการชนะพนัน   ความเข้าใจที่ผิดๆ ที่เกี่ยวกับการพนัน  ภัยอันตรายจากการพนันและปัจจัยที่ส่งผลต่อการติดพนัน  สัญญาณการติดพนัน  และบริการความช่วยเหลือที่มีให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการพนัน

ส่วนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  “ชุดการเรียนรู้” จะบรรจุข้อมูลที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับทักษะที่จำเป็นในการตัดสินใจและแก้ไขปัญหาอย่างมีเหตุมีผลและรอบด้าน   เรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้ติดพนัน  และผลกระทบจากการพนันที่มีต่อตนเอง ครอบครัว และชุมชน   และเมื่อนักเรียนเติบโตขึ้นจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ก็จะเรียนรู้ในเรื่องการพนันในเชิงวิเคราะห์และการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม  โดย “ชุดการเรียนรู้” จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการวิเคราะห์กลยุทธ์การโฆษณาและการตลาดที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์การพนัน   การมีส่วนร่วมในการพัฒนาแนวทางของโรงเรียนในการบริหารจัดการเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการพนัน  ตลอดจนการออกแบบและมีส่วนร่วมในการริเริ่มโครงการป้องกันภัยอันตรายจากการพนัน

“ชุดการเรียนรู้เพื่อป้องกันปัญหาการพนันสำหรับนักเรียนในโรงเรียน”   จึงนับเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่ง ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการพนันในเด็กและเยาวชนในประเทศที่พัฒนาแล้ว    เพื่อให้เด็กๆ มีความพร้อมที่จะตัดสินใจได้อย่างปลอดภัย  ท่ามกลางบริบทของการพนันในสังคมที่มีรูปแบบหลากหลายมากยิ่งขึ้น

จากงานวิจัยดังกล่าว  ดร.ธีรารัตน์ พันทวี โดยการสนับสนุนจากศูนย์ศึกษาพนัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการพัฒนาชุดการเรียนรู้ต้นแบบเพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านการพนัน “คุณรู้จักการพนันดีจริงหรือ”   เพื่อใช้สอนนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในโรงเรียนในประเทศไทย  โดยจุดมุ่งหมายของชุดการเรียนรู้นี้  คือการให้การศึกษาแก่เด็กเกี่ยวกับกลไกการทำงาน และภัยอันตรายที่เกี่ยวข้องกับการพนัน  ปลูกฝังทัศนคติที่ถูกต้องต่อการพนัน   สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กเพื่อไม่ให้เด็กเข้าไปข้องเกี่ยวกับการพนัน  เด็กสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผลและมีความรับผิดชอบ    การทำให้นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ เข้าใจถึงอันตรายที่มากับการพนัน  ส่งผลให้นักเรียนไม่มองว่าการพนันเป็นเรื่องปกติในสังคม  ก่อนที่เด็กเหล่านี้จะมีอายุถึงวัยที่อาจได้รับผลกระทบจากการพนันที่มีอยู่อย่างแพร่หลายรอบตัว  โดยมีความมุ่งหวังที่จะทำความเข้าใจกับสถาบันการศึกษาให้บูรณาการชุดการเรียนรู้ฯ ให้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรพื้นฐานของโรงเรียนทางด้านวิชาคณิตศาสตร์และ/หรือสุขศึกษา    และได้นำชุดการเรียนรู้ต้นแบบนี้มาดำเนินการทดสอบกับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6   ของโรงเรียน 3 แห่งในเขตกรุงเทพมหานครฯ และปริมณฑล คือ 1) โรงเรียนเลิศหล้า ถนนกาญจนาภิเษก   กรุงเทพมหานครฯ   2) โรงเรียนสาธิตแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม  และ 3) โรงเรียนชุมชนไมตรีอุทิศ จังหวัดนนทบุรี   จำนวน 100 คน    ซึ่งผลปรากฏว่าหลังการทดสอบ นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจประเด็นที่เกี่ยวกับการพนันได้ดีขึ้น และสามารถปลูกฝังให้เด็กมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อการพนันได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยนักเรียนในโรงเรียนทั้ง 3 แห่งดังกล่าว  มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการพนันเพิ่มขึ้นเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 43.56

หลังจากนั้น ดร.ธีรารัตน์ พันทวี วงศ์ธนะเอนก โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  ได้ทำการวิจัยเพื่อทดสอบชุดการเรียนรู้ “คุณรู้จักการพนันดีจริงหรือ”  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบความมีประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ  และความเที่ยงตรงของชุดการเรียนรู้ต้นแบบ “คุณรู้จักการพนันดีจริงหรือ”  และเพื่อประเมินผลการใช้ชุดการเรียนรู้ดังกล่าวในนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  ในโรงเรียนทั่วประเทศ  เพื่อนำข้อมูลที่ได้รับจากผลการทดสอบและประเมินผล มาปรับปรุงและพัฒนาชุดการเรียนรู้ฯ ให้เหมาะสมกับบริบทโรงเรียนในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น   การวิจัยครั้งนี้ดำเนินการในโรงเรียน 30 แห่ง จาก 29 จังหวัด ทั่วประเทศ ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทย   โดยมีเด็กนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 1,038 คน  เป็นชาย 481 คน และหญิง 557 คน  การวิเคราะห์ผลแยกตามเพศ (ชาย-หญิง)  เป็นรายโรงเรียน  รายภาค  (6 ภาค)  ตามลักษณะพื้นที่  โดยแยกเป็นเขตเมืองชั้นใน และเขตเมืองชั้นนอก   และวิเคราะห์ตามสังกัดโรงเรียน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)  สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)   และโรงเรียนที่สังกัดหน่วยงานภายนอกกระทรวงศึกษาธิการ เช่น สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร  และสำนักประสานและพัฒนาการจัดการศึกษาท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย  (อปท.)   รวมถึงวิเคราะห์ปัจจัยจากครูผู้ดำเนินการทดสอบว่ามีผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียนหรือไม่ อย่างไร    โดยการทดสอบชุดการเรียนรู้ฯ ใช้เวลา 2 คาบเรียน  ซึ่งแต่ละคาบเรียนห่างกันประมาณ 1 สัปดาห์ และมีการทำแบบทดสอบก่อนและหลังเรียนเพื่อวัดความรู้ความเข้าใจของนักเรียนที่เพิ่มขึ้นด้วย

ผลการทดสอบพบว่า  ในการทำแบบทดสอบก่อนเรียน นักเรียนทำคะแนนเฉลี่ยได้ร้อยละ 48.27   และภายหลังจากสิ้นสุดการทดสอบคาบเรียนที่ 2  นักเรียนตอบแบบทดสอบได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 69.89  คิดเป็นคะแนนความรู้เฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 44.79   โดยพบว่านักเรียนหญิงทำคะแนนโดยเฉลี่ยได้ดีกว่านักเรียนชายทั้งก่อนและหลังการทดสอบอย่างมีนัยสำคัญ (t=4.528, p< .05)   และ เมื่อพิจารณาปัจจัยด้านภูมิภาค (F = 10.324, p < .01)  สังกัด (F = 7.38, p < .01)   ลักษณะพื้นที่ (F = 4.540, p < .05) และวิทยากรที่ดำเนินการทดสอบ (F = 9.640, p < .01)  พบว่า ภายหลังการทดสอบ นักเรียนทำคะแนนได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ  แสดงให้เห็นถึงความมีประสิทธิภาพ และความน่าเชื่อถือของชุดการเรียนรู้ฯ

 

เมื่อพิจารณาข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสังเกตการณ์ของวิทยากรที่ดำเนินการทดสอบทั้ง  6 ภูมิภาค พบว่า ผลการประเมินเชิงปริมาณเบื้องต้นดังกล่าว สอดคล้องกับผลการสังเกตในชั้นเรียนที่แสดงว่า ชุดการเรียนรู้ฯ สามารถปลูกฝังให้นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อการพนันได้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเที่ยงตรงของชุดการเรียนรู้ฯ

นอกจากนี้  ยังพบว่าการป้องกันปัญหาการพนันในเด็กและเยาวชนในประเทศจะประสบความสำเร็จไปเสียมิได้  หากสังคมยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการพนันและปัญหาอันเกิดจากการพนันอย่างถูกต้อง  ซึ่งความร่วมมือในสังคมดังกล่าวควรประกอบไปด้วยความร่วมมืออันเกิดจากความรู้ความเข้าใจในเรื่องการพนันของครูและนักเรียนในโรงเรียน  สมาชิกในครอบครัว  ตลอดจนสมาชิกในชุมชนในท้องถิ่นต่างๆ ด้วย