ทำไมประเทศออสเตรเลียจึงมีปัญหาการติดพนันขั้นรุนแรง " />
Close

ทำไมประเทศออสเตรเลียจึงมีปัญหาการติดพนันขั้นรุนแรง

โดย Clarissa Sebag-Montefiore, CNN

1 กันยายน 2017

เรียบเรียงโดย ดร.ธีรารัตน์ พันทวี วงศ์ธนะเอนก

 

เมื่อตอน Kate Sommerville  เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลท้องถิ่นในเวลานั้น มีหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือชุมชนและนโยบายสาธารณสุขในชนบททางด้านตะวันออกของเมืองเมลเบิร์น เดินเข้าไปในผับแห่งหนึ่งในเมลเบิร์น ออสเตรเลีย เพื่อศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของเครื่องสล็อตแมชชีน 5 เครื่องที่ติดตั้งใหม่ที่มีต่อ เศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ เธอไม่เคยคิดเลยว่าตนเองจะกลายเป็นผู้ติดพนันไปเสียเอง

 

Kate Sommerville ปัจจุบันมีอายุ 69 ปี กล่าวยอมรับว่า การเข้าไปศึกษาดังกล่าวเกือบทำให้ติดพนันในทันทีทันใด เพราะรู้สึกตื่นเต้นไปกับแสง สี ดนตรี และการหมุนของวงล้อ ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับเครื่องสล็อตได้รับการออกแบบมาให้ดึงดูดความสนใจเป็นอย่างมาก

 

ภายในเวลาไม่กี่เดือนที่ Sommerville เริ่มเล่นพนัน ในปี 2001 เธอใช้เงินเดือนทั้งหมดในการเล่นเครื่องสล็อต ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ Pokie ในออสเตรเลีย   เธอต้องขายรถ จำนองบ้าน และยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 40   ไม่มีสมาธิในการทำงานและในที่สุดต้องออกจากงานที่ทำอยู่ และหลังจากนั้นไม่นาน ต้องยุติความสัมพันธ์กับคู่ชีวิตที่มีมานาน 7 ปี

 

เมื่อ Kate Sommerville ระลึกถึงช่วงเวลาดังกล่าว เธอกล่าวว่า “ความหลงใหลในการพนันที่ครอบงำจิตใจของคุณลบล้างความรู้สึกต้องการดูแลตัวเองไปอย่างหมดสิ้น   ฉันไม่ใส่ใจต่อการควบคุมอาหาร นอนไม่หลับ พบตัวเองเล่นพนันอยู่ในโรงแรมในเวลาตี 2 หรือตี 3 หรือบางทีเล่นพนันทั้งคืน”   เธอยอมรับว่า ด้วยวัยของเธอและพื้นฐานอาชีพที่มีอย่างกว้างขวาง สิ่งที่เกิดขึ้นต่อเธอทำให้เธอรู้สึกตกใจอย่างมาก เธอรู้สึกแย่แต่ไม่สามารถหยุดเล่นได้  ภายหลังจาก 6 ปี ที่ตกเป็นทาสพนันขั้นรุนแรง  Sommerville ขอเข้ารับความช่วยเหลือ และหยุดเล่นพนันได้ในปี 2007  โดยเธอกล่าวต่อไปว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอสามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศออสเตรเลีย

 

ปัญหาของชาติ (A National Problem)

คนออสเตรเลียจัดได้ว่าเป็นคนที่เล่นพนันมากที่สุดในโลกเมื่อพิจารณาจากยอดใช้จ่ายในการพนันต่อหัว  ข้อมูลงานวิจัยโดย H2 Gambling Capital ชี้ว่า ในปี 2016 คนออสเตรเลียเสียเงินจากการเล่นพนันต่อหัวโดยเฉลี่ยคนละ $US 990 ซึ่งมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วทุกประเทศ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์ และไอร์แลนด์ ที่มาเป็นลำดับที่ 2 และ 3 ที่ $650 และ $500 ตามลำดับ

One disadvantaged working-class Sydney suburb, Fairfield, gambled away more than AUS $8 billion from 2015-16 — or just under $40,000 per resident.

 

ข้อมูลตัวเลขล่าสุดของ Australian Gambling Statistics ที่ตีพิมพ์เมื่อปีที่ผ่านมา พบว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ใช้ไปกับการเล่นพนันในออสเตรเลียเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.7 ต่อปี จาก $21,114 ล้านในปี 2013-14 เป็น $22,734 ล้านในปี 2014-15   ในขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายในการพนันต่อหัวของผู้ใหญ่เพิ่มขึ้นจาก $1,171.09 เป็น $1,241.86

 

นอกจากนั้น ข้อมูลตัวเลขจากการสำรวจล่าสุดในปี 2017 ของ Household, Income and Labour Dynamics in Australia Survey พบว่า ประเภทการพนันที่เป็นที่แพร่หลายที่สุดในหมู่คนออสเตรเลียคือ เกมประเภทล็อตเตอรี่ เช่น Powerball หรือ Oz Lotto โดยมีการเล่นอยู่ที่ร้อยละ 30 ตามมาด้วยเครื่องเล่นโป๊กเกอร์ร้อยละ 8   สิ่งที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดการติดพนันในระดับชาตินี้คือ เครื่องเล่นโป๊กเกอร์อิเล็คทรอนิคส์จำนวน 196,000 เครื่องที่ติดตั้งในคาสิโนทั่วประเทศ ยกเว้นในรัฐ Western Australia ที่นอกเหนือจากที่สามารถติดตั้งได้ในคาสิโนแล้ว ยังมีการติดตั้งในผับและสโมสร (Social Clubs) อีกเป็นจำนวนมากด้วย

 

ชาร์ลส ลิฟวิงสตัน (Charles Livingstone) อาจารย์อาวุโส คณะสาธารณสุขศาสตร์และการแพทย์เชิงป้องกัน แห่งมหาวิทยาลัยโมแนช ในเมืองเมลเบิร์น (School of Public Health and Preventative Medicine at Melbourne’s Monash University) กล่าวว่า “ในประเทศออสเตรเลีย เรามีเครื่องเล่นโป๊กกี้อยู่บนเกือบทุกมุมถนน”   ลิฟวิงสตัน ยังอธิบายต่อว่า “โป๊กกี้เป็นเครื่องเล่นที่ทำให้คนติดพนันได้เป็นอย่างดี   การเล่นพนันบนโป๊กกี้แต่ละครั้งก่อให้เกิดการหลั่งสาร Dopamine คล้ายคลึงกับการใช้ยาเสพติด เช่น โคเคน ที่กระทำต่อสมอง  สิ่งนี้ทำให้คนที่อยู่ในเครียดเกิดความรู้สึกปลาบปลื้ม มีความสุข (Euphoric Sensation) และในท้ายที่สุด โป๊กกี้ก็เอาเงินทั้งหมดของพวกเขาไป”

 

การเข้าถึงที่สะดวก (Easy Access)

Livingstone ประมาณการว่า 1 ใน 3 ของคนที่เล่นโป๊กกี้สัปดาห์ละหนึ่งครั้งขึ้นไปจะมีการพัฒนาไปสู่การติดพนัน   เขากล่าวต่ออีกว่า การผ่อนคลายกฎเกณฑ์จะทำให้คนเล่นพนันในรัฐนิวเซาท์เวลส์สามารถใช้เงินสูงสุดจำนวน AUD $7,500 หรือประมาณ US $5,900 ในการนั่งเล่นเพียงครั้งเดียว

Christopher Hunt นักจิตวิทยาที่คลินิกการบำบัดเยียวยาการติดพนัน แห่งมหาวิทยาลัยซิดนีย์  (University of Sydney Gambling Treatment Clinic) กล่าวไว้ว่า “ในขณะที่การพนันทายผลกีฬามีแนวโน้มเป็นกิจกรรมที่โดยพื้นฐานแล้วเกี่ยวข้องกับผู้ชาย และมีผู้ชายเล่นเป็นส่วนใหญ่ แต่โป๊กกี้เป็นเกมที่มีสัดส่วนการเล่นของผู้ชายและผู้หญิงใกล้เคียงกัน”

 

Andrew Wilkie สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง ผู้ซึ่งได้พยายามเสนอให้มีการปฏิรูปกฎหมายการกำกับดูแลการพนัน (Federal Gambling Regulation) ในปี 2012 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ กล่าวว่า ปัญหาส่วนหนึ่งคือ ความง่ายและความสะดวกในการเข้าถึง (Ease and Access)   “ในสนามม้าแข่ง คุณต้องคิดว่าคุณจะพนันม้าตัวไหน แต่สำหรับโป๊กกี้แล้ว คุณแค่นั่งเฉยๆ ไม่ต้องคิดอะไร เพียงแค่กดปุ่ม สิ่งนี้เป็นปัญหาใหญ่”  เครื่องเล่นโป๊กเกอร์ส่วนใหญ่เป็นเครื่องที่มีความเข้มข้นสูง (High-intensity machines) กล่าวคือ มีเงินรางวัลใหญ่ และเป็นเกมที่เล่นได้อย่างรวดเร็ว  เกมๆ หนึ่งสามารถเล่นได้ในเวลาเพียงน้อยกว่า 3 วินาที  แต่คุณสามารถไล่ล่าเงินรางวัลที่มีมูลค่ามากเป็นเงินถึงหลายหมื่นเหรียญ”  เป็นที่เชื่อกันว่าประมาณ 4 ใน 5 ของคนติดพนันในออสเตรเลียพัฒนาการติดพนันมาจากการเล่นโป๊กกี้  เครื่องโป๊กกี้เหล่านี้มีอยู่อย่างแพร่หลายในชุมชน เป็นเครื่องที่มีความเข้มข้น และทำให้ติดพนันได้อย่างง่ายดาย

 

ที่ Star City Casino ในเมืองซิดนีย์  เครื่องสล็อตจำนวนหลายร้อยเครื่องตั้งอยู่เรียงเป็นแถวในห้องที่ตกแต่งประดับประดาไปด้วยแสง สี และพรมที่มีลวดลายทันสมัย มันดูเหมือนสวรรค์ของนักพนัน แต่รถพยาบาลเป็นสิ่งที่มองเห็นได้เป็นปรกติในสถานที่นี้  โดยบริการฉุกเฉินมีตั้งแต่การให้บริการรักษาพฤติกรรมทางจิต การใช้ยาเกินขนาด และการพยายามฆ่าตัวตาย  สถานีโทรทัศน์ Australian Broadcasting Corporation กล่าวรายงานไว้ในปี 2016 ว่า รถพยาบาลมีการให้บริการที่คาสิโนเป็นประจำ โดยตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา Star City Casino ในเมืองซิดนีย์ มีการเรียกรถพยาบาลจำนวน 173 ครั้งในแต่ละปี

 

ผลกระทบด้านสุขภาพ

ผลการศึกษาโดยคณะวิจัยโครงการการพนันศึกษา ที่มหาวิทยาลัย UCLA (UCLA Gambling Studies Program) พบว่า นักพนันที่ติดพนันขั้นรุนแรงตกอยู่ในภาวะเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น และพัฒนาไปสู่อาการเครียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น โรคความดันโลหิตสูง การนอนไม่หลับ โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคแผลในกระเพาะอาหาร เป็นต้น

นอกจากนั้น ยังมีผลกระทบทางด้านสังคมที่เกิดจากการพนันที่อยู่ในระดับที่สูง รายงานการศึกษาตีพิมพ์ในปีที่ผ่านมาโดยคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (Australian National University) พบว่า ในระหว่างปี 2005-2014 ในพื้นที่ที่ไม่มีเครื่องโป๊กกี้มีจำนวนการแจ้งเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัว (Family Violence) และความรุนแรงต่อคู่สมรส (Domestic Violence) น้อยกว่าพื้นที่ที่มีเครื่องโป๊กกี้ติดตั้งอยู่ในพื้นที่ร้อยละ 25 และร้อยละ 30 ตามลำดับ

 

Blaszczynski กล่าวว่า “ในด้านหนึ่ง อาชญากรรม การหย่าร้าง ความรุนแรงในพื้นที่ และการฆ่าตัวตาย เป็นปัญหาที่รุนแรง  ในขณะที่อีกด้านหนึ่งของปัญหาคือ คนส่วนใหญ่สูญเสียทรัพย์สินเงินทอง ทำให้มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต”

 

Laurie Brown อาจารย์มหาวิทยาลัย อายุ 58 ปี เข้าใจดีว่าสิ่งนี้หมายถึงอะไร   ในปี 2001 Brown เล่นพนันเสียเงินเป็นจำนวน $30,000 จากการเล่นพนันทายผลกีฬา และการเล่นเครื่องเล่นโป๊กกี้ในสโมสรในชุมชน   ภายหลังจากการเข้ารับการบำบัดเป็นช่วงเวลาหนึ่ง เธอกลับมาเล่นพนันอีกครั้งในปี 2015 และสูญเสียเงินเป็นจำนวน $230,000 ซึ่งเป็นเงินออมจากกองทุนเกษียณโดยที่สามีของเธอไม่ทราบเรื่องเลย

เธอกล่าวว่า “ทุกครั้งที่ฉันกดปุ่มเล่น ฉันคาดหวังว่าจะชนะ”   ตอนนี้เธอเรียนรู้แล้วว่า เธอไม่ได้เพียงเสียเงินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เธอกำลังเสียสุขภาพของเธอ (well-being) อีกด้วย

 

เมื่อย้อนเวลาระลึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาที่เธอต้องปกปิดปัญหาการติดพนันของเธอจากสามี เพื่อนฝูง และครอบครัวของเธอ  Laurie Brown Brown กล่าวว่า “ร่างกายของคุณตกอยู่ในภาวะเครียดเพราะว่าคุณกำลังโกหก ฉันไม่ได้นอนพักผ่อนเพียงพอเป็นเวลานาน ฉันเหนื่อยล้า และฉันยังเป็นเบาหวานประเภทที่ 1 อีกด้วย”   ในที่สุด อาการของ Laurie Brown Brown ก็พัฒนาไปสู่อาการซึมเศร้า และวิตกกังวล   เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า “ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมคนติดพนันบางคนจึงพยายามฆ่าตัวตาย”

 

ความจำเป็นในการจัดการกับปัญหา (The Need for Intervention) 

Brown ต้องการเห็นเจ้าหน้าที่ของผับและสโมสรใช้ความพยายามมากขึ้นในการป้องกันนักพนันที่มีปัญหาติดพนัน เช่น เธอ จากการเล่นพนันเงินมากเกินไป และกฎระเบียบที่เกี่ยวกับ Self-exclusion Lists ที่เข้มงวดมากขึ้น   Self-exclusion Lists เป็นกระบวนการเชิงสมัครใจของนักพนันที่ขอให้กันตนเองจากการเข้าเล่นพนันในสถานประกอบการพนันนั้นๆ)   นอกจากนั้น เครื่องเล่นพนันควรได้รับการออกแบบให้มีความเสพติดน้อยลง

 

ความเห็นอื่นๆ ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์การเล่นโป๊กกี้ เช่น การกำหนดวงเงินเดิมพันสูงสุดต่อครั้งไม่เกิน  AUD $1 และลดยอดเงินรางวัลแจ๊คพอทให้เหลือน้อยลง รวมถึงบังคับให้มีการจำกัดวงเงินเล่นสูงสุดไว้ล่วงหน้า   ในปัจจุบัน วงเงินเดิมพันสูงสุดในรัฐวิคทอเรียอยู่ที่ $5 ต่อการเล่นหนึ่งครั้ง และ $10 ในรัฐนิวเซ้าท์เวลส์

 

การจำกัดวงเงินเล่นสูงสุดไว้ล่วงหน้าทำให้นักพนันสามารถเลือกวงเงินที่จะเล่นในแต่ละวันได้ก่อนที่จะเริ่มเล่นพนัน ซึ่งการการจำกัดวงเงินเล่นสูงสุดไว้ล่วงหน้านี้สามารถตรวจสอบได้โดยคอมพิวเตอร์  ทันทีที่นักพนันเล่นเกินวงเงินที่กำหนด นักพนันคนนั้นจะไม่สามารถเล่นพนันในวันนั้นได้อีก  อย่างไรก็ตาม Livingston เชื่อว่า อุตสาหกรรมพนันเป็นอุตสาหกรรมที่มีอิทธิพลสูง และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลจะมีการต่อต้านความพยายามในการเปลี่ยนแปลงนี้

 

รัฐบาลท้องถิ่นของรัฐต่างๆ ในออสเตรเลียเป็นผู้รับผิดชอบในการกำกับดูแลการพนัน แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ประโยชน์จากภาษีพนัน  รัฐนิวเซ้าท์เวลส์ และรัฐวิคทอเรียมีรายได้จากภาษีพนันปีละ AUS $2,000 ล้าน

 

Livingstone กล่าวว่า อุตสาหกรรมพนันมีการบริจาคเงินสนับสนุนพรรคการเมือง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองบางคน  “พวกเขามีรายชื่อนักการเมืองที่เป็นเป้าหมายจำนวนหนึ่งที่พวกเขาให้เงินสนับสนุนเอย่างสม่ำเสมอ   และนักการเมืองพวกนี้ก็จะช่วยสนับสนุนธุรกิจของพวกเขา    เรากำลังมองไปที่อุตสาหกรรมที่ไม่เพียงแต่กำลังพยายามควบคุมรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นอุตสาหกรรมที่ฝังตัวอยู่ในรัฐบาล”

 

Wilkie หนึ่งในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง เห็นด้วยกับคำกล่าวของ Livingstone  เขากล่าวว่า ปัญหาคือการมีผลประโยชน์ขัดกัน   ในด้านหนึ่ง รัฐบาลและนักการเมืองมีหน้าที่ปกป้องชุมชน  แต่ในอีกด้านหนึ่งเครื่องเล่นพนันเหล่านี้เป็นแหล่งรายได้ภาษีขนาดใหญ่ของรัฐบาล  อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่า “สิ่งนี้ไม่ได้เป็นเศรษฐกิจที่แท้จริง (This is a “false economy” มีการประเมินว่า ในแต่ละปีต้นทุนทางสังคมของการพนันในออสเตรเลียตกอยู่ที่ $4,700 ล้าน เป็นอย่างน้อย ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่ารายได้ที่รัฐบาลได้รับจากภาษี

 

การจัดการปัญหา (Taking Action)

ในปีนี้ รัฐบาลท้องถิ่นของรัฐวิคทอเรียประกาศให้มีการให้จำกัดการเพิ่มขึ้นของจำนวนเครื่องโป๊กกี้ในรัฐวิคทอเรียเป็นเวลา 25 ปี ซึ่งสำนักงานกฎหมาย Maurice Blackburn มองว่าเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญในการทำให้อุตสาหกรรมพนันมีความรับผิดชอบมากขึ้นต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชุมชน   ในเดือนหน้า Maurice Blackburn จะทำการฟ้องคาสิโน Crown Melbourne และบริษัทผู้ผลิตเครื่องเล่นโป๊กเกอร์  Aristocrat Technologies ต่อศาลกลาง (Federal Court)  โดยสำนักงานกฎหมายฯ กล่าวหาว่าเครื่องเล่นโป๊กเกอร์ตั้งใจออกแบบมาเพื่อล่อลวงให้ผู้เล่นเชื่อว่าพวกเขากำลังชนะพนัน

 

Jennifer Kanis หัวหน้าฝ่าย Social Justice ของ Maurice Blackburn กล่าวกับ CNN ว่า “การฟ้องร้องครั้งนี้ต้องการชี้ให้เห็นถึงการหลอกลวง การทำให้ผู้เล่นเข้าใจผิด และการกระทำที่ไร้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องเล่นโป๊กเกอร์และผู้ประกอบการ   การฟ้องครั้งนี้ไม่ต้องการเรียกร้องค่าเสียหาย แต่ต้องการให้มีการออกแบบเครื่องเล่นโป๊กเกอร์อย่างยุติธรรม และผู้เล่นได้รับการแจ้งให้ทราบถึงโอกาสในการชนะพนันที่แท้จริง  Kanis และสำนักงานกฎหมายของเธอ เชื่อว่าอุตสาหกรรมพนันทราบถึงผลกระทบของการติดพนันต่อกลุ่มผู้เล่นที่เปราะบางเป็นอย่างดี แต่ยังคงแสวงหาผลประโยชน์จากผู้ติดพนันอยู่ต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม สมาคมเทคโนโลยีเกม (Gaming Technologies Association) ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ผลิตเครื่องเล่นเกมที่ใช้เทคโนโลยีแห่งออสเตรเลีย (Australian gaming machine technology suppliers) กล่าวว่า เครื่องเล่นเกมได้รับการออกแบบให้เป็นไปตามพันธะทางกฎหมาย และข้อปฏิบัติที่เคร่งคัดที่อุตสาหกรรมเกมของออสเตรเลียต้องปฏิบัติตามอยู่แล้ว

 

Reference: http://edition.cnn.com/2017/08/28/health/australia-gambling-addiction-poker-slot-machines/index.html

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *